ที่รักของฉัน คริสตจักรของฉัน — ฟังและเข้าใจ
หมายเหตุเกี่ยวกับเสียง: บทเรียนนี้มีไฟล์เสียงภาษาเกาหลี บันทึกด้านล่างเป็นภาษาไทย แต่เมื่อกดเล่นจะได้ยินเสียงภาษาเกาหลี
การบรรยายทั้งหมดมองพระคริสต์เป็นศีรษะของคริสตจักร และมองคริสตจักรเป็นพระกายของพระองค์ตามแนวคิดใน เอเฟซัส 1:22-23
1. องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ทรงทำงานภายในคุณ
การบรรยายเริ่มด้วยการเสนอว่าไม้กางเขนและการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์เป็นศูนย์กลางของความเชื่อคริสเตียน และอธิบายว่าเราไม่ควรหยุดเพียงการรู้ข้อเท็จจริงว่าพระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์ แต่ต้องเข้าใจถึงความสัมพันธ์ที่ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ทรงอยู่กับผู้เชื่อในเวลานี้และทรงทำงานผ่านพระวิญญาณบริสุทธิ์
ผู้สอนกล่าวว่ามนุษย์ไม่อาจสร้างความเชื่อหรือเชื่อฟังพระวจนะอย่างครบถ้วนด้วยกำลังของตนเอง ผู้สอนอธิบายว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเปิดตาและช่วยให้เข้าใจข่าวประเสริฐ หันจากบาป และดำเนินชีวิตด้วยความรักและการให้อภัย การบรรยายเชื่อมแนวคิดนี้กับ โรม 8:11 โดยกล่าวว่าพระวิญญาณผู้ทรงทำให้พระเยซูฟื้นคืนพระชนม์ทรงสถิตอยู่ภายในผู้เชื่อด้วย
คำอธิบายผ่านคำพยานเรื่องการหันมาเชื่อ
ผู้สอนเล่าคำพยานของคนหนึ่งที่ต่อต้านความเชื่อคริสเตียนอย่างรุนแรงและเริ่มสนทนาเพื่อหักล้างข่าวประเสริฐ แต่กลับตอบสนองด้วยการกลับใจและความเชื่ออย่างที่ไม่คาดคิด บันทึกนี้ไม่เปิดเผยชื่อ สังกัด หรือความสัมพันธ์ในเวลานั้นของผู้ให้คำพยาน การบรรยายเสนอว่าประสบการณ์นี้ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากคำอธิบายเชิงเหตุผลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นตัวอย่างที่องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ทรงเปิดใจคน นี่เป็นประสบการณ์ความเชื่อส่วนบุคคลที่ผู้สอนนำมาเล่า และไม่ได้บันทึกไว้เพื่อหมายความว่าทุกคนจะหันมาเชื่อด้วยรูปแบบเดียวกัน
การบรรยายกล่าวว่าการเชื่อฟังหลังจากหันมาเชื่อก็ดำเนินตามหลักการเดียวกัน การต่อสู้กับบาปและทำตามพระวจนะไม่ใช่ผลจากกำลังใจเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานภายในคนและช่วยให้เอาชนะความปรารถนาของเนื้อหนัง
2. คริสตจักรถูกสร้างขึ้นด้วยชีวิตแห่งการฟื้นคืนพระชนม์
การบรรยายเชื่อมการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูกับการกำเนิดของคริสตจักร โดยมุ่งที่พระสัญญาใน มัทธิว 16:18 ซึ่งพระเยซูตรัสว่าจะทรงสร้างคริสตจักรของพระองค์ และอธิบายว่าคริสตจักรไม่ใช่องค์กรที่เกิดขึ้นจากความต้องการของมนุษย์เท่านั้น แต่เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่บนข่าวประเสริฐเรื่องไม้กางเขนและการฟื้นคืนพระชนม์
ผู้สอนเสนอภาพเปรียบเทียบทางเทววิทยาที่เชื่อมเรื่องเอวาถูกสร้างขึ้นจากข้างกายของอาดัมขณะเขาหลับ กับการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูและคริสตจักร เรื่องนี้บันทึกไว้ในฐานะการตีความที่ผู้สอนใช้เพื่ออธิบายคริสตจักรว่าเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์ บันทึกนี้ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นการตีความพระคัมภีร์เพียงอย่างเดียว
จากนั้น การบรรยายอธิบายเหตุการณ์วันเพ็นเทคอสต์ใน กิจการ 2:1-4 ว่าเป็นการเริ่มต้นคริสตจักรอย่างเปิดเผย พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงทำให้พระเยซูฟื้นจากความตายเสด็จลงมาเหนือเหล่าสาวก และพวกเขาก็เป็นชุมชนที่เป็นพยานถึงข่าวประเสริฐและนมัสการร่วมกัน การบรรยายเน้นว่าชีวิตของคริสตจักรอยู่ที่การทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์และข่าวประเสริฐ มากกว่าอาคารหรือระบบ
3. เราเป็นกายเดียวที่มีพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะ
การบรรยายอธิบายคริสตจักรจากสองมุม คือคริสตจักรสากลและคริสตจักรท้องถิ่น ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก ผู้ที่บังเกิดใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์และเชื่อในพระเยซูล้วนเป็นกายเดียวในพระคริสต์ ผู้สอนกล่าวตามแนวคิดใน 1 โครินธ์ 12:12-13 ว่าผู้เชื่อได้รับพระวิญญาณองค์เดียวและได้รับการทรงเรียกให้เป็นกายเดียว
ขณะเดียวกัน การบรรยายอธิบายว่าพระคัมภีร์กล่าวถึงคริสตจักรที่รวมตัวกันในท้องถิ่นจริงซ้ำหลายครั้ง แม้คริสตจักรยุคแรกไม่มีอาคารใหญ่โตโอ่อ่า แต่เพราะเป็นชุมชนที่รวมตัวกันโดยมีพระคริสต์เป็นศีรษะ จึงถูกเรียกว่าคริสตจักรขององค์พระผู้เป็นเจ้า ตามมาด้วยคำหนุนใจว่า ขนาดเล็กหรือรูปลักษณ์เรียบง่ายไม่ได้ทำให้คริสตจักรด้อยกว่า
โดยมี เอเฟซัส 4:15-16 เป็นพื้นฐาน การบรรยายอธิบายว่าพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะ และแต่ละคนเป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อกัน เมื่อแต่ละส่วนทำงานตามขนาดที่ได้รับ พระกายก็เติบโต และความรักกับพระสิริของพระคริสต์ก็สำแดงบนโลกผ่านคริสตจักร
4. ชีวิตไหลผ่านคริสตจักร
การบรรยายจัดจุดประสงค์ที่พระเจ้าทรงสร้างคริสตจักรเป็นสามด้าน ด้านแรกคือการประกาศข่าวประเสริฐเพื่อบอกทางแห่งชีวิตแก่ผู้ที่หลงหาย ด้านที่สองคือการช่วยผู้เชื่อให้เอาชนะบาปและความท้อแท้และเติบโตผ่านการนมัสการ พระวจนะ การสามัคคีธรรม และการอธิษฐาน ด้านที่สามคือการส่งต่อข่าวประเสริฐและความรักที่คริสตจักรได้รับไปสู่โลก
ผู้สอนเชื่อมชุมชนแห่งพระวจนะ การสามัคคีธรรม การอธิษฐาน และการแบ่งปันใน กิจการ 2:42-47 เข้ากับการไหลของชีวิตนี้ จุดเน้นไม่ใช่การตัดสินสภาพฝ่ายวิญญาณของคนจากประวัติการไปคริสตจักรเท่านั้น แต่คือข่าวประเสริฐต้องสร้างความใหม่ในชีวิตของคนนั้นอย่างแท้จริง
ประสบการณ์ที่ได้รับการฟื้นฟูในการนมัสการและกลุ่มเล็ก
ผู้สอนเล่าประสบการณ์ของตนว่า เมื่อเหนื่อยล้าฝ่ายวิญญาณอย่างมากและถูกความปรารถนาฝ่ายโลกกดทับ เขาได้รับกำลังอีกครั้งผ่านการนมัสการร่วมกันและคำอธิษฐานในกลุ่มเล็ก ใจของเขาเปิดต่อคำเทศนาและการสรรเสริญ และความหนักใจคลายลงเมื่อคนไม่กี่คนอธิษฐานร่วมกัน บันทึกนี้ไม่เปิดเผยตัวตนของชุมชนหรือผู้เข้าร่วมในเวลานั้น และไม่สรุปเป็นกฎว่าการนมัสการหรือการอธิษฐานในรูปแบบเดียวกันจะให้ผลทันทีอย่างเดียวกันแก่ทุกคน
การบรรยายเชื่อมพระสัญญาว่าจะทรงสร้างคริสตจักรและภาพเปรียบเทียบเรื่องกุญแจแห่งอาณาจักรสวรรค์ใน มัทธิว 16:18-19 เข้ากับการอธิษฐานและการเป็นพยานถึงข่าวประเสริฐของคริสตจักร โดยอธิบายว่าคริสตจักรไม่ควรหยุดเพียงการรักษาความเชื่อของตน แต่ควรอธิษฐานเพื่อผู้ที่ปิดใจและเพื่อนบ้านที่ทุกข์ยาก พร้อมกับออกไปหาพวกเขาด้วยข่าวประเสริฐและความรัก
5. ฟื้นฟูใจที่รักคริสตจักร
การบรรยายวินิจฉัยว่าคนจำนวนมากในปัจจุบันสูญเสียความรักและความกระตือรือร้นต่อคริสตจักรเพราะปัญหาและความล้มเหลวของคริสตจักร ผู้สอนยอมรับว่าความผิดของคริสตจักรและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง ขณะเดียวกันก็หนุนใจให้กลับมามองพระประสงค์เรื่องความรอด การเติบโต และการรับใช้ที่พระคริสต์ทรงต้องการทำให้สำเร็จผ่านคริสตจักร
ผู้สอนเล่าความทรงจำของตนก่อนมีชุมชนคริสตจักรใหม่เกิดขึ้นในพื้นที่หนึ่ง เมื่อเขาอธิษฐานให้ข่าวประเสริฐแห่งชีวิตไหลไปถึงผู้คนที่แห้งแล้ง บันทึกนี้ไม่เปิดเผยชื่อพื้นที่หรือชื่อคริสตจักร การบรรยายไม่ได้ใช้ประสบการณ์นี้เป็นหลักฐานว่าชุมชนใดเหนือกว่าชุมชนอื่น แต่เสนอเป็นคำอธิษฐานให้คริสตจักรสัตย์ซื่อต่อข่าวประเสริฐและเป็นชุมชนที่นำชีวิตไปสู่เพื่อนบ้าน
คำหนุนใจให้รักคริสตจักรไม่ได้บันทึกไว้ในความหมายว่าต้องซ่อนปัญหาหรือบังคับผู้ที่เจ็บปวดให้เงียบ ความรักยังรวมถึงความรับผิดชอบในการจัดการความผิดอย่างซื่อตรง ให้ความปลอดภัยและการฟื้นฟูของผู้เสียหายมาก่อน และช่วยกันแก้ไขชุมชนให้ดำเนินอย่างสมกับข่าวประเสริฐ
6. รับใช้ด้วยพระคุณที่ได้รับ
การบรรยายอธิบายว่าคริสตจักรเป็นกายที่ขับเคลื่อนด้วยพระคริสต์ผู้ทรงเป็นศีรษะและการมีส่วนร่วมของอวัยวะมากมาย การรับพระคุณต้องมาก่อน แต่การบรรยายเตือนว่า หากสะสมพระคุณที่ได้รับไว้เรื่อย ๆ โดยไม่ส่งต่อไปยังผู้อื่น ความเชื่ออาจหยุดอยู่เพียงความรู้
ผู้สอนกล่าวตามหลักการใน 1 เปโตร 4:10 ว่าแต่ละคนควรรับใช้กันด้วยของประทานที่ได้รับ เขาอธิบายว่า ไม่เพียงบทบาทที่เห็นเด่นชัดเท่านั้น แต่การเตรียมอาหาร การต้อนรับ การจัดสิ่งต่าง ๆ ให้เรียบร้อย และการดูแลสั่งสอนเด็ก ก็เป็นการรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าเช่นกัน
ตัวอย่างการแบ่งปันของประทานที่ได้รับกับคนรุ่นใหม่
ผู้สอนเล่าตัวอย่างสมาชิกคริสตจักรคนหนึ่งที่ขอบพระคุณสำหรับพระคุณซึ่งได้รับขณะเรียนรู้ข่าวประเสริฐ จึงใช้ประสบการณ์ด้านการศึกษาของตนสร้างสื่อการเรียนสำหรับคนรุ่นใหม่และรับใช้ในกลุ่มเล็ก บันทึกนี้ไม่เปิดเผยตัวตนของบุคคล โปรแกรม คริสตจักร หรือระยะเวลาเจาะจง การบรรยายไม่ได้ใช้ตัวอย่างนี้เป็นคำสั่งให้ทุกคนทำงานแบบเดียวกัน แต่ใช้เป็นตัวอย่างว่าแต่ละคนสามารถสร้างพระกายด้วยของประทานและประสบการณ์ที่ได้รับ
7. รักและให้อภัย
การบรรยายยอมรับว่าคนเราอาจทำให้กันเจ็บปวดระหว่างรับใช้คริสตจักร ผู้สอนเองก็เล่าประสบการณ์ที่รู้สึกเจ็บปวดเพราะผู้อื่นไม่เข้าใจความห่วงใยของเขาขณะดูแลเด็กในชุมชนหนึ่ง บันทึกนี้ไม่เล่าสถานที่ ตำแหน่งของผู้เกี่ยวข้อง หรือข้อมูลระบุตัวตนอื่น และเก็บไว้เพียงความหมายเรื่องความเข้าใจผิดและบาดแผลในความสัมพันธ์
ผู้สอนเล่าถึงการที่ตนไม่ละทิ้งการรับใช้แม้ได้รับบาดแผล พร้อมกับหนุนใจให้คลายความค้างคาใจและให้อภัย จากนั้นกล่าวตามแนวคิดใน โคโลสี 3:12-15 ว่าเขาปรารถนาให้ผู้เชื่อยอมรับและให้อภัยกัน และเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยความรัก เขาอธิบายว่าคริสตจักรไม่ใช่ที่รวมของคนสมบูรณ์แบบ แต่เป็นสถานที่ที่ผู้คนในกระบวนการเปลี่ยนแปลงเรียนรู้ร่วมกัน
คำหนุนใจนี้ไม่ได้บันทึกไว้ในความหมายว่าต้องทนต่อการล่วงละเมิดหรืออันตรายที่ดำเนินอยู่ หรือต้องฟื้นความสัมพันธ์ในทันที เมื่อยังมีอันตราย ต้องรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยและขอความช่วยเหลือจากคนที่ไว้ใจได้รวมถึงผู้เชี่ยวชาญ ส่วนการคืนดีควรพิจารณาภายในกระบวนการที่ยืนยันได้ว่ามีความรับผิดชอบและการเปลี่ยนแปลงจริง
8. รับใช้กันด้วยความถ่อมใจ
การบรรยายกล่าวถึง เอเฟซัส 5:21 และหนุนใจให้ยอมเชื่อฟังกันโดยยำเกรงพระคริสต์ โดยอธิบายว่าคริสเตียนทุกคน รวมทั้งศิษยาภิบาลและสมาชิกคริสตจักร เป็นผู้ที่ได้รับความรอดโดยพระคุณ และเมื่อรับใช้คริสตจักรควรมีท่าทีของผู้รับใช้ที่ช่วยเหลือกัน ไม่ใช่เจ้านายที่ยกตนขึ้นสูง
ผู้สอนยกตัวอย่างงานรับใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การแนะนำที่จอดรถหรือการจัดเก็บหลังรับประทานอาหาร และกล่าวว่า การเคารพคำแนะนำของผู้อื่นและลงมือช่วยก่อน แทนที่จะอ้างอายุ ตำแหน่ง หรือระยะเวลาในความเชื่อ คือการรับใช้อย่างถ่อมใจ บันทึกนี้เปลี่ยนสถานการณ์การดำเนินงานของชุมชนเจาะจงในต้นฉบับให้เป็นตัวอย่างทั่วไป
การยอมเชื่อฟังกันไม่ได้หมายถึงการทำตามข้อเรียกร้องที่ไม่เป็นธรรมของผู้นำหรือคนส่วนใหญ่โดยไม่มีเงื่อนไข ใจความของการบรรยายคือการไม่ยกสิทธิของตนขึ้นก่อนภายใต้พระประสงค์ของพระคริสต์ผู้ทรงเป็นศีรษะ แต่ให้เคารพกันและแสวงหาประโยชน์ของชุมชน การบรรยายจบด้วยคำหนุนใจว่า ขอให้คนจำนวนมากได้รับความช่วยเหลือและถวายพระสิริแด่พระเจ้าผ่านการรับใช้เล็ก ๆ เหล่านี้